Get Adobe Flash player
ข้อบังคับ
ของ
สมาคมระบาดวิทยา (ประเทศไทย)
หมวดที่ 1
ความทั่วไป
ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมระบาดวิทยา (ประเทศไทย)” ชื่อย่อ “สรวท”
ชื่อภาษาอังกฤษ “Epidemiology Association of Thailand” ย่อว่า “EpiAT”
ข้อ 2. เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังรูป


epieat

สมาคมระบาดวิทยา (ประเทศไทย)
Epidemiology Association of Thailand
ข้อ 3. สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ เลขที่ 88/20 สำนักระบาดวิทยา อาคาร 6 ชั้น 6 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของสมาคม
สมาคมมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิชาการ วิชาชีพ และความสัมพันธ์ที่ดีของสมาชิก โดยประกอบด้วย
4.1 ดำเนินการจัดอบรมด้านระบาดวิทยาและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานอื่นๆ
4.2 ร่วมมือกับหน่วยงานของราชการและองค์กรต่างๆ ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ความรู้และการดำเนินงานทางวิชาการเกี่ยวกับระบาดวิทยา
4.3 ระดมทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษา งานวิจัย และงานบริการด้านระบาดวิทยา ตลอดจนพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมในการสอบสวน ป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ
4.4 พัฒนาความรู้ความสามารถของสมาชิก และสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายระบาดวิทยาในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ
4.5 จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ของผู้ที่ปฏิบัติงานด้านระบาดวิทยาและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการพบปะของสมาชิกและผู้สนใจเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านระบาดวิทยา
4.6 ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานด้านระบาดวิทยา
4.7 เพื่อดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์การกุศลเพื่อการกุศล และองค์การสาธารณประโยชน์เพื่อสาธารณประโยชน์
4.8 ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
หมวดที่ 2
สมาชิก
ข้อ 5. สมาชิกของสมาคมมี 2 ประเภท คือ
5.1 สมาชิกสามัญ ได้แก่
- ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบาดวิทยา
- ผู้ปฏิบัติงานด้านระบาดวิทยา
- ผู้ที่ใช้หลักวิชาระบาดวิทยาในการปฏิบัติงานในหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และท้องถิ่น
5.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ข้อ 6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
6.1 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
6.2 เป็นผู้มีความประพฤติที่ดี
6.3 เป็นผู้ที่สนใจในงานด้านระบาดวิทยา
ข้อ 7. ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม
7.1 สมาชิกสามัญ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมตลอดชีพ จำนวน 300 บาท
7.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาค
7.3 การเปลี่ยนการเรียกเก็บและกำหนดอัตราค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม โดยการเสนอของคณะกรรมการสมาคม
ข้อ 8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคม และชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม โดยสมาชิกภาพ
จะสมบูรณ์เมื่อผู้สมัครได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน
ข้อ 9. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับหนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคม
ข้อ 10. สมาชิกภาพของสมาชิก ให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
10.1 ตาย
10.2 ลาออกโดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการและคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
10.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก
10.4 คณะกรรมการบริหารมากกว่าสองในสามขององค์ประชุมได้พิจารณาลงมติให้ออกจากสมาคม เนื่องจากสมาชิกผู้นั้นได้นำความเสื่อมเสียมาสู่สังคมหรือสมาคมอย่างร้ายแรง
ข้อ 11. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
11.1 มีสิทธิโดยเสมอภาค ภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์และระเบียบของสมาคม
11.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
11.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้นมา
11.4 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
11.5 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
11.6 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
11.7 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด เพื่อขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญได้ ในการนี้คณะกรรมการสมาคมต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 30 วัน นับแต่วันร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ
11.8 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคม
11.9 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
11.10 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม
11.11 มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
11.12 มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงและกิจกรรมของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
หมวดที่ 3
การดำเนินกิจการสมาคม
ข้อ 13. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม มีจำนวนอย่างน้อย 7 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม โดยประกอบด้วย
ตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังนี้
13.1 นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม
13.2 อุปนายก จำนวน 3 คน ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่
หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคมให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน
13.3 เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม
และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ในการประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของสมาคม
13.4 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคมเป็นผู้จัดทำบัญชี รายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคมและเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อการตรวจสอบ
13.5 ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับผู้มาเยือนสมาคม จัดเตรียมสถานที่ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่การประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.6 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
13.7 ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
13.8 วิชาการ มีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการและจัดประชุมวิชาการ
13.9 กรรมการตำแหน่งอื่นๆ
ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ คณะกรรมการใดที่มิได้กำหนดตำแหน่งไว้ให้ถือว่าเป็นกรรมการกลางทั้งนี้ คณะกรรมการสามารถแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งหรือหลายคน เป็นที่ปรึกษาสมาคมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือในกิจการทั่วไปของสมาคมก็ได้
ข้อ 14. ในการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม ให้ทำการเลือกจากสมาชิกสามัญในที่ประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งจะต้องมีสมาชิกมาร่วม
ประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน สมาชิกสามัญจะลงคะแนนแล้วส่งให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนน ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดตาม
ลำดับคือผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง และให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม 1 คน และอุปนายก
2 คน สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง
ข้อ 15. คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเป็นกรรมการติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ
ยกเว้นกรรมการชุดก่อตั้งจะมีวาระ 1 ปีหรือจนกระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว
ให้มีการเลือกตั้งใหม่จากสมาชิกสามัญ และให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดวาระทำการส่งรับมอบงานให้เสร็จสิ้นในเวลา 30 วัน
นับแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง
ข้อ 16. ถ้าตำแหน่งกรรมการสมาคมต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ ก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่ง
ที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ที่
ตนแทนเท่านั้นโดยไม่นับเป็นวาระ
ข้อ 17. กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ
17.1 ตาย
17.2 ลาออก
17.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
17.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติมากกว่า 2 ใน 3 ให้ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากนำความเสื่อมเสียมาสู่สังคมหรือสมาคมอย่างร้ายแรง
ข้อ 18. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรนายกสมาคม
และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการอนุญาตให้ออก
ข้อ 19. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
19.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติโดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
19.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
19.3 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษา หรือ อนุกรรมการ จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้
ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
19.4 มีอำนาจในการเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
19.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับฉบับนี้
19.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
19.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
19.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น
ซึ่งการนี้จะต้องให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
19.9 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงินทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้อง
ตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
19.10 จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
19.11 มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับนี้ได้กำหนดไว้
ข้อ 20. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม
ข้อ 21. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์
ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงมากเกินกึ่งหนึ่งขององค์ประชุมเป็น
เกณฑ์ในการตัดสิน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 22. ในการประชุมคณะกรรมการถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธานการประชุม
หมวดที่ 4
การประชุมใหญ่
ข้อ 23. การประชุมใหญ่ของสมาคม 2 ชนิดคือ
23.1 ประชุมใหญ่สามัญ
23.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ 24. คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีๆ ละ 1 ครั้ง
ข้อ 25. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นสมควรจัดให้มีขึ้นหรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของ
สมาชิกสามัญตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น
ข้อ 26. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกทุกคนได้รับทราบและการแจ้งจะต้อง
แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยทางจดหมายหรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจนโดยจะต้องแจ้ง
ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน
ก่อนถึงกำหนดการประชุม
ข้อ 27. การประชุมใหญ่สามัญประจำปีจะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
27.1 แถลงผลการปฏิบัติกิจกรรมที่ผ่านมาในรอบปี
27.2 แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
27.3 เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เมื่อครบกำหนดวาระ
27.4 เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี
 27.5 เรื่องอื่นๆ ถ้ามี
ข้อ 28. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม ถ้าไม่ครบองค์ประชุมในการเรียกประชุมใหญ่ประจำปีครั้งแรกให้จัดประชุมใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเวลา
ได้ล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่จะต้องไม่เกิน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้เลื่อนการประชุมในครั้งแรกสำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด
ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก แต่สมาชิกสามัญเข้าประชุมไม่ครบ
50 คน ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
ข้อ 29. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนน
เสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 30. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุม
ใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 5
ที่มาของรายได้ การเงิน และทรัพย์สิน
ข้อ 31. ที่มาของรายได้สมาคมมาจากสมาชิก กิจกรรมของสมาคม การบริจาค และรายได้อื่นๆ โดยรายได้ การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
ข้อ 32. ให้นายกสมาคม อุปนายก และเลขานุการ มีอำนาจอนุมัติสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 100,000.บาท
(หนึ่งแสนบาทถ้วน) 50,000.- บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) และ 10,000.- บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)ตามลำดับ ถ้าเกินกว่านั้น
จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการสมาคม โดยการขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมการสมาคม
ข้อ 33. การเบิกถอนเงินของสมาคมให้กระทำได้โดยลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 ใน 4 ของผู้เปิดบัญชีในนามสมาคม พร้อมกับประทับตราของสมาคม จึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อ 34. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้จะต้องนำ
ฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยได้
ข้อ 35. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชี รายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักการบัญชี และการรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้อง
มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทนพร้อมกับประทับตราของ
สมาคมทุกครั้ง
ข้อ 36. ผู้ตรวจสอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตเท่านั้น
ข้อ 37. ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตมีอำนาจหน้าที่ในการเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและสามารถ
จะเรียกกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้
ข้อ 38. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต เมื่อได้รับการร้องขอ
หมวดที่ 6
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
ข้อ 39. ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้นและองค์ประชุมใหญ่ จะต้องมีสมาชิกสามัญ
เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับจะต้องมี
คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อ 40. การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็ต่อเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประ
ชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมดและองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด
ข้อ 41. เมื่อสมาคมต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตามทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้
ตกเป็นของมูลนิธิสุชาติ เจตนเสน (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลและสาธารณประโยชน์เท่านั้น)
หมวดที่ 7
บทเฉพาะกาล
ข้อ 42. ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้ตั้งแต่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป
ข้อ 43. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มก่อตั้งทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ
นายแพทย์คำนวณ อึ้งชูศักดิ์
ประธานคณะก่อตั้งสมาคมระบาดวิทยา (ประเทศไทย)